นอนไม่หลับ ควรใช้ยานอนหลับหรือไม่ มีคำตอบ

แนวทางการรักษาภาวะนอนไม่หลับ

ยานอนหลับ

ประกอบด้วย การรักษาโดยไม่ใช้ยา และการรักษาโดยใช้ยา

การรักษาโดยไม่ใช้ยา (Non-pharmacologic treatment) เป็นการรักษาหลักสำหรับภาวะนอนไม่หลับ ประกอบไปด้วย
การปรับให้มีสุขอนามัยการนอนที่ดี (Good sleep hygiene) เป็นการรักษาที่สำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นพื้นฐานของการรักษาภาวะนอนไม่หลับในผู้ป่วยทุกราย การมีสุขอนามัยการนอนที่ดี ทำได้โดยการปรับสภาพแวดล้อมในห้องนอนให้เหมาะสมต่อการนอนหลับ และนำหลักของการเหนี่ยวนำให้เกิดอาการง่วงนอนตามธรรมชาติมาใช้ เช่น การออกกำลังกายอย่างพอเหมาะในช่วงเย็นเพื่อให้เหนื่อยเพลีย ซึ่งเป็นการเพิ่มแรงผลักดันของระบบ Homeostasis ให้มากขึ้น หรือการเข้านอนให้เป็นเวลาและปิดไฟในห้องนอนให้มืดสนิท เพื่อช่วยให้ระบบ Circadian rhythm ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยไม่ถูกรบกวนจากปัจจัยภายนอก เป็นต้น ข้อมูลของการปรับสภาพแวดล้อมและสมดุลของร่างกายให้เหมาะสมกับการนอนหลับได้ แสดงไว้แล้วในตารางที่ 1
การฝึกเทคนิคการผ่อนคลาย (Progressive relaxation training) ซึ่งช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อเพื่อทำให้นอนหลับได้ดียิ่งขึ้น
การรักษาด้วยความคิดและพฤติกรรมบำบัด (Cognitive-Behavioral therapy) โดยเน้นที่การปรับความคิดเพื่อนำไปสู่การปรับพฤติกรรมและอารมณ์ การรักษาวิธีนี้ได้ประโยชน์มากสำหรับผู้ที่ปัญหานอนไม่หลับที่เกิดร่วมกับ โรคทางอารมณ์และกลุ่มโรควิตกกังวล
การควบคุมปัจจัยกระตุ้น (Stimulus control)
การจำกัดชั่วโมงในการนอน (Sleep restriction) สำหรับรายที่มีอาการนอนไม่หลับรุนแรงหรือมีโรคประจำตัวอื่นๆ ร่วมด้วย แพทย์จะให้การรักษาด้วยการปรับสุขอนามัยการนอนและการรักษาโดยการไม่ใช้ยา วิธีอื่นๆ ร่วมไปกับการรักษาด้วยยา ดังจะได้กล่าวต่อไป
ตารางที่ 1: การปรับสภาพแวดล้อมและสมดุลของร่างกายให้เหมาะสมกับการนอนหลับ

การเพิ่มประสิทธิภาพของระบบ
Circadian rhythm การเพิ่มประสิทธิภาพของระบบ
Homeostasis (ระบบสมดุลในร่างกาย)
โดยเพิ่มสิ่งที่ทำให้ง่วง และลดสิ่งเร้าที่ทำให้รู้สึกตื่นตัว
เข้านอนเมื่อรู้สึกง่วงนอน งดการงีบหลับในช่วงเวลากลางวัน
จัดห้องนอนให้เงียบ มีอุณหภูมิเหมาะสม และมีแสงสว่างรบกวนน้อยที่สุด งดใช้ยาหรือสารที่ออกฤทธิ์กระตุ้นการตื่นตัว เช่น คาเฟอีน แอลกอฮอล์ ในช่วงเวลาเย็นและค่ำ
ไม่ควรใช้ห้องนอนสำหรับกิจกรรมอื่น นอกจากการนอนหลับ
เช่น ดูโทรทัศน์ เล่นเกม งดอาหารมื้อใหญ่ในช่วงใกล้เวลาเข้านอน
เข้านอนและตื่นนอนในเวลาเดียวกันเป็นประจำทุกวัน ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ แต่ไม่ควรออกกำลังกายอย่างหักโหมในช่วงใกล้เวลาเข้านอน
ถ้าไม่สามารถหลับได้ภายใน 15-20 นาที อย่าพยายามฝืนนอนต่อ
แนะนำให้ลุกขึ้นจากที่นอน เพื่อทำกิจกรรมอื่นๆ สักพักจนเกิดความรู้สึกง่วงนอนใหม่ แล้วจึงค่อยกลับไปนอน งดกิจกรรมที่กระตุ้นให้เกิดการตื่นตัวอย่างมาก เช่น การดูหนังสยองขวัญ ก่อนเข้านอน
การรักษาด้วยการใช้ยา (Pharmacologic treatment)
การรักษาภาวะนอนไม่หลับด้วยยานั้นเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายในสังคม ยาเหล่านี้มักถูกเรียกว่า “ยานอนหลับ” แต่แท้จริงแล้วยานอนหลับไม่ได้หมายถึงยาชนิดใดชนิดหนึ่ง แต่เป็นชื่อที่ใช้เรียกกลุ่มของยาหลากหลายชนิดที่มีผลโดยตรงหรือมีผลข้าง เคียงทำให้เกิดอาการง่วงและทำให้นอนหลับได้ง่ายขึ้น ดังนั้นยานอนหลับจึงมีหลายชนิด มีกลไกการออกฤทธิ์และผลข้างเคียงที่แตกต่างกันไป

สำหรับยานอนหลับที่ออกฤทธิ์โดยตรงต่อสมองคือ กลุ่มยาเบนโซไดอะซีปีน (Benzodiazepines) โดยออกฤทธิ์เพิ่มการทำงานของสารสื่อประสาทชนิดยับยั้งที่เรียกว่า ‘กาบา (GABA)’ ในสมอง เมื่อมีสารนี้เพิ่มขึ้นจะทำให้เกิดอาการนอนหลับโดยตรง นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์ช่วยคลายกังวล หยุดอาการชัก และคลายกล้ามเนื้อได้อีกด้วย อย่างไรก็ตามยากลุ่มนี้มีผลข้างเคียงมาก เพราะยาส่วนใหญ่ออกฤทธิ์ยาวนานกว่าการนอนหลับปกติของคนเรา ทำให้ผู้ที่รับประทานยารู้สึกง่วงนอน สะลึมสะลือในตอนเช้า ทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลงและเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุได้ นอกจากนี้ถ้าใช้ยากลุ่มนี้ติดต่อกันเป็นเวลานานจะทำให้เกิดอาการติดยา และทำให้สมองดื้อยา ลดการตอบสนองต่อยา ทำให้ปริมาณยาที่ใช้ในขนาดเดิมไม่ได้ผล ต้องใช้ขนาดยาสูงขึ้นเพื่อให้ได้ผลการตอบสนองเท่าเดิม เป็นการเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียงจากยาได้มากยิ่งขึ้น และมีโอกาสที่จะติดยาได้มากขึ้นด้วย นอกจากนี้ถ้าหยุดยากลุ่มเบนโซไดอะซีปีนอย่างทันทีทันใดหลังจากการรับประทาน ต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลานาน จะมีความเสี่ยงต่อการเกิด ‘อาการขาดยา’ เช่น นอนไม่หลับ มือสั่น ใจสั่น ซึมเศร้า และอาจทำให้เกิดอาการชักได้ยากลุ่มแรกที่นิยมใช้เพื่อทำให้เกิดอาการง่วง ได้แก่ยาลดน้ำมูกในกลุ่มยาแอนตี้ฮิสตามีน (Antihistamine) เนื่องจากยากลุ่มนี้มีผลข้างเคียงคือทำให้เกิดอาการง่วง แต่ผลดังกล่าวมักจะไม่มากและความรู้สึกง่วงนอนของแต่ละคนก็แตกต่างกันอีกด้วย

สำหรับยานอนหลับกลุ่มอื่นมักจะเป็นกลุ่มยาที่ใช้สำหรับรักษาโรคทางระบบ ประสาทหรือโรคทางจิตเวชเป็นหลัก เช่น กลุ่มยารักษาโรคซึมเศร้า (Antidepressants) ยาเหล่านี้มักมีผลข้างเคียงมาก จึงใช้เฉพาะผู้ที่นอนไม่หลับจากโรคทางระบบประสาทหรือโรคทางจิตเวชเท่านั้น

ปัจจุบันมีการนำเมลาโทนิน (Melatonin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนตามธรรมชาติที่ช่วยส่งเสริมการนอนหลับมาใช้ในการรักษา พบว่าได้ผลดีในภาวะนอนไม่หลับที่เกิดจากการเดินทางข้ามเส้นแบ่งเขตเวลาหรือ ที่รู้จักกันในชื่อว่า Jet lag หรือในรายที่ต้องทำงานเป็นกะ แต่ประสิทธิภาพในการรักษาภาวะนอนไม่หลับโดยตรงยังไม่ชัดเจนและยังขาดข้อมูลการศึกษาผลของการใช้ยานี้ในระยะยาว

ดังนั้นการรักษาด้วยการใช้ยานอนหลับจึงควรเลือกใช้เฉพาะรายที่จำเป็นเท่า นั้น และควรเริ่มใช้ขนาดยาที่ต่ำที่สุด ใช้ยานอนหลับให้น้อยครั้งที่สุด และไม่ควรใช้ยาติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน ทั้งนี้เพื่อลดโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดผลอันไม่พึงประสงค์จากยา โดยเฉพาะอย่างยิ่งโอกาสเสี่ยงต่อการเสียชีวิตหรือการเกิดมะเร็งจากการใช้ยา นอนหลับไม่ว่าจะใช้ปริมาณยานอนหลับมากหรือน้อยเพียงใดก็ตามก็ทำให้เกิดความ เสี่ยงเพิ่มขึ้น โดยสรุป ภาวะนอนไม่หลับเป็นปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อยทั้งในคนปกติและคนที่มีโรคประจำ ตัว นอกจกนี้อาการนอนไม่หลับอาจบ่งถึงอาการของโรคสมองและระบบประสาทได้ ความเข้าใจกลไกการนอนของมนุษย์จึงมีผลต่อการรักษาภาวะนอนไม่หลับ การวินิจฉัยและหาสาเหตุการนอนไม่หลับนั้น แพทย์จำเป็นต้องได้รับข้อมูลประวัติการนอนหลับที่ละเอียดรวมถึงประวัติการ เจ็บป่วยที่เกี่ยวข้อง การตรวจการนอนหลับด้วยเครื่อง Polysomnography อาจจำเป็นสำหรับผู้ป่วยบางรายที่ยังหาสาเหตุการนอนหลับไม่ได้ชัดเจน หรือผู้ที่อาการยังไม่ดีขึ้นทั้งที่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม การรักษาหลักที่ใช้รักษาภาวะนอนไม่หลับคือการปรับสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับ การนอน การรักษาด้วยยานอนหลับจะใช้เฉพาะผู้ที่มีอาการนอนไม่หลับเรื้อรังหรือมี ปัญหาโรคประจำตัวอื่นร่วมด้วยเท่านั้น